นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯ ยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 64 ไว้ที่เติบโต 1.8% ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่าการระบาดโควิดระลอก 3 จะบรรเทาลงในช่วงเดือน ก.ค.64 จากการเร่งปูพรมการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนมากขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย.64 เป็นต้นไป ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การติดเชื้อโควิดเริ่มชะลอลงในช่วง 1-2 เดือนนี้ (มิ.ย.-ก.ค.64) และจะทำให้เริ่มกลับมาเปิดเมืองได้เต็มที่มากขึ้น
ขณะเดียวกันคาดหวังว่ารัฐบาลจะเร่งฉีดได้ในปริมาณที่มากพอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของครัวเรือนและธุรกิจ คงทำให้ภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/64 มีทิศทางที่เร่งตัวขึ้นอย่างมาก และหากเริ่มเปิดการท่องเที่ยวกลับมาได้ ไตรมาส 4/64 ก็อาจจะเห็น GDP โตก้าวกระโดดมาที่ 5%
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังได้รับผลบวกจากทิศทางการส่งออกที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งได้ปรับประมาณการตัวเลขการส่งออกไทยในปี 64 เพิ่มขึ้นเป็นเติบโต 9% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 7% ทำให้ยังสามารถช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
•
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยฯ กล่าวว่า หนี้สินภาคครัวเรือนมีโอกาสแตะระดับ 90% ต่อจีดีพีภายในปีนี้หลังจากการเกิดแพร่ระบาดโควิด ทำให้กลุ่มหนี้สินลูกค้ารายย่อยเริ่มมีคุณภาพถดถอยลง โดยมีกลุ่มเปราะบางที่เผชิญทั้งปัญหารายได้ลด แต่ค่าใช้จ่ายไม่ลด และภาระหนี้สูงเกินกว่า 50% ต่อรายได้ เพิ่มขึ้นจาก 10.8% การแพร่ระบาดในรอบ 2 มาที่ 22.1%
•
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยฯ กล่าวว่า การปรับขึ้นของต้นทุนหรือราคาสินค้ามีผลซ้ำเติมผู้ประกอบการธุรกิจ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 1% จะกระทบค้าปลีก SMEs 23,600-23,800 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ประกอบการเผชิญข้อจำกัดในการผลักภาระไปให้กับผู้บริโภค
ขณะที่มาตรการรัฐมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่หากเศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน ปัญหาหรือผลกระทบดังกล่าวจะมีขนาดที่ลดลง แต่ยังต้องติดตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภคหลังจากนี้ ซึ่งจะมีผลต่อเส้นทางการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีกในช่วงที่เหลือของปีนี้